ภาพถ่ายของชายชาวจีนโกนผมครึ่งศีรษะมีหางเปียยาว ใส่เสื้อสีเข้ม สายโลหะที่น่าจะเป็นสายนาฬิกาพกโยงจากกระดุมไปยังกระเป๋าเสื้อ รูปนี้ติดอยู่ที่เรือนหลังบนหรือเรือนด้านทิศตะวันออกของบ้านเลขที่ 362 ง. ซอยกลป้อมค่ายถนนวชิรปราการ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรีมาตั้งแต่ดิฉันจำความได้

เรือนหลังบนเป็นเรือนที่มีหลังคาทรงไทยแหลมสูงเป็นเรือนแฝด โดยด้านในเป็นห้องสามห้องติดกัน มีประตูทางเข้าทางเดียวและมีพาไลกว้างขวางขัดถูไว้เป็นมัน น่าให้เด็ก ๆ ไปวิ่งเล่นตีลังกายิ่งนักหากความน่ายำเกรงของตัวเรือนและภาพถ่ายภาพนี้ก็ทำให้ไม่มีใครกล้าไปหาเรื่องเล่นโลดโผนที่นั่น

...ยิ่งมีการบอกกล่าวเล่าลือ "กระดูกของท่านยังอยู่ในเรือน กระดูกคุณทวดพริ้งด้วย ทั้งสองท่านไม่ชอบเสียงเอะอะ" ก็ยิ่งทำให้เรือนหลังนี้สงบเงียบตลอดมา

นอกจากเสียงบอกกล่าว...หรืออาจเป็นเพราะเสียงบอกกล่าวนั้นก็ได้ที่ทำให้...หลายคนมองเห็นไปว่าดวงตาคมนิ่งในภาพถ่ายมองตามตลอดเวลาที่ใครก็ตามก้าวขึ้นไปบนพาไล และจะจ้องมองตามไปไม่ว่าคนคนนั้นจะอยู่ที่ส่วนไหนของเรือนหลังนี้ก็ตาม

ดิฉันเองเมื่อยังเป็นเด็ก...ถึงแม้จะคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้มากเพราะเป็นทั้งที่เกิดและที่อยู่อาศัย...แต่ดิฉันก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป...คือกลัวผี! รู้เหมือน ๆ กับทุกคนในบ้านว่าด้านหลังประตูที่ปิดสนิทอยู่เสมอนั้นมีโกศบรรจุกระดูกตั้งอยู่ 3 โกศ

ทุกครั้งที่ถูกผู้ใหญ่ใช้ให้ขึ้นไปหยิบของในตู้หรือในลิ้นชักโต๊ะบัญชีที่เรือนหลังบน ดิฉันก็จะหลับหูหลับตาเดินจรดปลายเท้าขึ้นไปหยิบของที่ต้องการแล้ววิ่งแจ้นกลับมาโดยเร็ว ไม่เคยกล้ามองสบดวงตาในภาพถ่ายภาพนี้เลย

เวลานั้นรับรู้แต่เพียงสั้น ๆ ว่าชายชาวจีนผู้นั้น คือ 'หลวงอำนาจจีนนิกร' และพวกเราเด็ก ๆ รุ่นเหลนถูกสอนให้เรียกว่า 'คุณก๋ง' และเรียกคุณตาซึ่งเป็นลูกชายของท่านว่า 'ก๋ง' เฉย ๆ

ดิฉันเพิ่งกล้าสบตาท่าน (ผ่านภาพถ่าย) เมื่อไม่นานมานี้เอง กล้า...เมื่อเริ่มรวบรวมข้อมูลทั้งที่เป็นเอกสาร สิ่งของ และคำบอกเล่าของคุณยายกับคุณแม่มาเก็บไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นเป็น 'ฐาน' ในการเขียนนวนิยายเรื่อง 'ในวารวัน'


หลวงอำนาจจีนนิกรมีนามเดิมว่า 'ฮั้ว' มีเชื้อสายเป็นชาวจีนแต้จิ๋วโดยเป็นบุตรของจีนปังแซ่ตั๊งผู้อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง...ตามที่เคยมีผู้สันนิษฐานเอาเองว่าท่านอพยพมาจากอำเภอโผวเล้ง (Puning) เมืองเจียหยาง (Jieyang) มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong) นั้น ดิฉันไม่ค่อยเห็นด้วยนักเพราะถึงแม้ว่าคนจีนแต้จิ๋วส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะมาจากที่นั่น หากก็มีไม่น้อยที่มาจากเมืองซัวเถา (Shantou) ในมณฑลกวางตุ้ง เช่นกัน

โดยส่วนตัวแล้วดิฉันเชื่อว่าท่านมาจากซัวเถาเนื่องจากท่านมาประกอบอาชีพทำประมง และทำสืบเนื่องติดต่อกันมาทุกรุ่นเพิ่งมาหยุดในรุ่นของดิฉันซึ่งเป็นเหลนของหลวงอำนาจจีนนิกรหรือโหลนของจีนปังนี่เอง

สาเหตุที่ท่านเลือกทำการประมงก็น่าจะเป็นเพราะท่านมีพื้นฐานความรู้เรื่องการทำมาหากินด้านนี้มาจากเมืองจีน และเมื่อมาพิจารณาจากสภาพภูมิประเทศของเมืองทั้งสองเราจะพบว่าเมืองซัวเถาเป็นเมืองปากอ่าว ใกล้กับฮ่องกงและมาเก๊าเป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงปัจจุบันนี้เจริญจนกลายเป็นเมืองท่าสำคัญเมืองหนึ่งของจีนไปแล้ว ถ้าผู้คนในเมืองนี้จะชำนาญเรื่องการประมงก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนอำเภอโผวเล้ง (Puning) ในเมืองเจียหยาง (Jieyang) นั้นอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่นับร้อยกิโลเมตร ถ้าท่านมาจากที่นั่น ท่านคงไม่มีความรู้มากพอที่จะเลือกทำการประมงน่าจะเลือกทำอาชีพอื่นมากกว่า

อย่างไรก็ตามความชัดเจนในเรื่องถิ่นที่มาของจีนปังบิดาของท่านไม่มีใครสามารถบอกได้เนื่องจากหลวงอำนาจจีนนิกรเองถึงแก่กรรมไปตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2454 ลูกหลานรุ่นหลังๆ ก็ไม่มีใครทราบเรื่อง

มารดาของหลวงอำนาจจีนนิกรเป็นหญิงไทยซึ่งมีฐานะมั่งคั่งชื่ออำแดงก่า

เมื่อนายฮั้วหรือต่อมาคือหลวงอำนาจจีนนิกรสืบทอดทำการประมงจนรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่น ท่านก็ได้ตำแหน่งเป็นนายอากรซึ่งหมายความว่าเป็นผู้รับเหมาประเมินภาษีส่งรัฐ หลังจากนั้นก็ได้เข้าสู่ระบบราชการจนได้เป็นหลวงอำนาจจีนนิกร และในโฉนดที่ดินเก่าแก่ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านก็มีวงเล็บที่ท้ายชื่อว่าเป็น 'ผู้ใหญ่บ้าน' อีกด้วย

หลวงอำนาจจีนนิกรมีพี่ชายชื่อนายเพ้ง และน้องชายชื่อนายล้ง


ภาพประวัติศาสตร์
ภาพประวัติศาสตร์
ภาพประวัติศาสตร์
ภาพประวัติศาสตร์

ท่านแต่งงานครั้งแรกกับคุณอิ่มบุตรีของขุนพิพัฒน์ (ทอง)กับคุณปรางซึ่งเป็นเจ้าของตลาดบ้านหม้อ เมื่อแต่งงานแล้วคู่สมรสใหม่ก็ตั้งบ้านเรือนอยู่สะพานจีนหรือซอยสำราญราษฎร์ในปัจจุบัน

คุณยายของดิฉัน (นางหยี่บุปผเวส) เล่าว่าอำแดงก่า หรือที่คุณยายเรียกว่าแม่ย่าก่าก็อยู่ที่บ้านสะพานจีนด้วย แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าบ้านหลังนั้นเป็นบ้านเก่าดั้งเดิมของจีนปังกับอำแดงก่าตกทอดมาสู่หลวงอำนาจจีนนิกร หรือหลวงอำนาจจีนนิกรท่านสร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็น 'เรือนหอ' อยู่กับคุณอิ่ม แล้วไปรับมารดาของท่านมาอยู่ด้วยในภายหลัง

อันที่จริงบ้านเก่าแก่ซึ่งน่าจะเป็นหลังแรกของท่านที่สะพานจีนอยู่ห่างจากบ้านหลังนี้ไม่กี่ร้อยเมตร หากก็น่าเสียดายที่ปัจจุบันถูกรื้อไปเสียแล้ว

ขุนพิพัฒน์ (ทอง) กับคุณปรางเป็นชาวบางกอก จากชื่อและความเป็นเจ้าของดั้งเดิมของตลาดบ้านหม้อของท่าน ทำให้สันนิษฐานกันว่าขุนพิพัฒน์เป็นช่างทอง ประกอบกับเครื่องทองคำเก่าแก่ชิ้นงาม ๆ ที่ดิฉันเคยได้เห็นกับตายิ่งสนับสนุนความเชื่อนี้

ขุนพิพัฒน์มีบุตรสาว 3 คน คนแรกคือคุณสุข...บางท่านบอกว่าชื่อสุด...แต่เรื่องนี้ก็เหมือนเรื่องเมืองโผวเล้งเมืองซัวเถาเช่นกัน คือส่วนตัวดิฉันไม่เชื่อว่าท่านชื่อสุด เพราะเป็นลูกสาวคนแรก ประกอบกับน้องสาวของท่านอีกสองคนชื่อ ยิ้ม กับ อิ่ม...จึงคิดว่าท่านน่าจะชื่อสุขมากกว่าสุดเพราะ สุข ยิ้ม อิ่ม เป็นสามชื่อที่เข้าชุดกันมากกว่า สุด ยิ้ม อิ่ม

คุณสุขเป็นหม่อมของหม่อมเจ้าสีหนาถกุญชร เป็นหม่อมแม่ของ ม.ร.ว.หลาน กุญชร ซึ่งต่อมาคือเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์นั่นเอง ส่วนคุณยิ้ม ได้สมรสกับนายเพ้งพี่ชายของนายฮั้วหรือหลวงอำนาจจีนนิกร มีบุตรีด้วยกันเพียงคนเดียวคือคุณเยื้อน ซึ่งต่อมาได้สมรสกับหลวงภูรีรักษบดี (จอนสมุทรานนท์) ผู้สืบเชื้อสายมาจากพระยาราชวังสัน (หวัง สมุทรานนท์) หรือออกพระชลบุรีศรีมหาสมุทรเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองชลบุรี

หลวงอำนาจจีนนิกรกับคุณอิ่มอยู่กินกันที่บ้านสะพานจีนและมีบุตรหญิงด้วยกันคือแม่อั้ว (ดิฉันเรียกท่านว่า คุณยายอั้ว) คุณยายอั้วได้แต่งงานกับนายกิมเล้ง วิวัฒน์วานิชมีบุตรหญิงชายหลายคน บ้านเก่าของหลวงอำนาจจีนนิกรที่สะพานจีนจึงตกทอดลงสู่สายลูกสาวคนแรกของคุณยายอั้วคือคุณป้าสวาท วรทัต และบุตรชายของคุณป้าสวาทคือ พลเรือตรีสวิส วรทัต

ดิฉันจำคุณป้าสวาทกับคุณป้าจันทร์แรมน้องสาวของท่านได้ชัดเจน เพราะความที่บ้านใกล้จึงไปมาหาสู่กันบ่อยมากระหว่างท่านทั้งสองกับคุณยายของดิฉัน อีกสิ่งหนึ่งที่จำได้ติดใจคือ ขณะที่ญาติผู้ใหญ่มักแจกเงินเด็ก ๆ เป็นรางวัลที่ช่วยถือของ กางร่ม หรือวิ่งไปตามสามล้อมาให้ ครั้งละบาท สองบาท หรือห้าบาท...แต่หลายครั้งดิฉันได้รับจากคุณป้าสวาทหรือคุณป้าจันทร์แรมน้องสาวของท่านถึงยี่สิบ ยิ่งถ้าเป็นเทศกาลพิเศษอย่างตรุษจีนละก็จะได้ถึงร้อย!


เมื่อคุณอิ่มถึงแก่กรรม หลวงอำนาจจีนนิกรก็สมรสใหม่กับแม่พริ้ง ดิฉันไม่มีหลักฐานชัดเจนนักมีแค่คำบอกเล่าของผู้ใหญ่รุ่นก่อนๆ ที่บอกกันมาว่า แม่พริ้งหรือที่ดิฉันเรียกว่าคุณทวดพริ้งนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณอิ่ม คุณยิ้ม และคุณสุขนั่นเอง

การแต่งงานใหม่ทำให้หลวงอำนาจจีนนิกรย้ายออกจากบ้านเดิมที่สะพานจีน ปล่อยให้บ้านหลังนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณยายอั้วลูกสาวของท่านอันเกิดจากคุณอิ่ม และมีมารดาของท่านคือแม่ย่าก่าอยู่อาศัยอยู่ด้วย ส่วนตัวท่านเองย้ายมาปลูกบ้านหลังนี้ขึ้นเพื่ออยู่อาศัยกับแม่พริ้ง

หลวงอำนาจจีนนิกรมีบุตรสาวและบุตรชายกับแม่พริ้งห้าคนด้วยกัน สามคนแรกเป็นหญิงคือ แม่พัน แม่แซ แม่ผิน และสองคนหลังเป็นชายได้แก่เม่งเชี้ยว (ชำนาญ) — คุณตาของดิฉัน กับเจียวฮิ่น (เอื้อ) หรือต่อมาคือรองอำมาตย์เอกพระทิพยปัญญา ผู้ขอพระราชทานนามสกุล 'บุปผเวส' จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมาให้ลูกหลานในสายนี้ได้ใช้กัน

ในช่วงหลังนี้หลวงอำนาจจีนนิกรมีภรรยาอีกหลายคน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าไม่มีคุณอิ่มอยู่ให้ท่านเกรงใจแล้ว ประกอบกับเวลานั้นท่านคงถึงพร้อมด้วยยศศักดิ์และทรัพย์ ดูจากรูปถ่ายก็น่าจะรูปงามไม่น้อยเช่นกัน คุณยายของดิฉันเล่าว่าท่านสูงสง่าจมูกโด่ง และผิวขาวแบบคนจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลัง ๆ ที่ท่านไม่ได้ออกไปกรำงานประมงด้วยตัวเองแล้ว

ต่อมาเมื่อแม่พริ้งก็ถึงแก่กรรม ท่านก็ยกเอาแม่อ่องหนึ่งในภรรยาหลาย ๆ คนของท่านขึ้นมาเป็นเอกภรรยาแทน คุณยายเล่าว่าแม่อ่องผู้นี้แต่เดิมอยู่อาศัยที่โรงเรือนเทียบเรือโป๊ะตรงปลายสะพาน และแม้ว่าจะมีลูกชายคนแรกให้ท่านคือคุณตาเม่งกี้ (เกิดปีเดียวกับคุณตาเม่งเชี้ยวหรือคุณตาชำนาญของดิฉันแต่แก่เดือนกว่า) หากคุณหลวงอำนาจจีนนิกรก็ยังไม่ได้ยกย่องแม่อ่อง ปล่อยให้อาศัยอยู่ที่โรงเรือนปลายสะพาน จนกระทั่งแม่พริ้งคุณทวดหญิงของดิฉันถึงแก่กรรมจึงได้ยกย่องและยินยอมให้เข้ามาอยู่ร่วมด้วยที่บ้านหลังนี้

ท่านจัดให้คุณตาของดิฉันอยู่อาศัยที่เรือนหลังบนหรือหลังทิศตะวันออก ขณะนั้นน้องชายคือคุณตาพระทิพย์ไปเรียนหนังสือที่บางกอกแล้ว ลูกสาวสามคนแรกก็ทยอยแต่งงานออกไป แม่อ่องและลูก ๆ จึงได้อยู่อาศัยที่เรือนหลังล่างหรือเรือนหลังทิศตะวันตก

ลูกคนแรกของแม่อ่องเป็นชายคือคุณตาเม่งกี้ ต่อจากนั้นก็ยังมีลูกหญิงชายกับหลวงอำนาจจีนนิกรอีกสามคน โดยลูกหลานในสายนี้จะใช้นามสกุลว่า จีนนิกร ตามราชทินนามของท่าน เช่นเดียวกับลูกหลานของนายล้งน้องชายของท่านก็ใช้นามสกุล จีนนิกร ร่วมด้วยเช่นกัน

ภรรยาของท่านนอกจากแม่อ่องแล้ว ก็ยังมีอีกหลายท่าน แต่ที่ใกล้ชิดและใช้นามสกุลบุปผเวสร่วมกับคุณตาของดิฉันและคุณตาพระทิพย์ก็มีสายแม่ผิน ซึ่งมีบุตรชายคือหลวงผวนพิธีรบ และสายแม่ทัดซึ่งเป็นแม่นมของคุณตาชำนาญและคุณตาพระทิพย์...ลูกหลานสายแม่ทัดอันได้แก่คุณตาดาว ย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สะพานหลวง หรือซอยเสริมสันติในปัจจุบัน ท่านประกอบอาชีพประมง สร้างฐานะจนเป็นปึกแผ่นเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีอีกสายหนึ่งที่คุณตาของดิฉันกับคุณตาพระทิพย์ให้มาใช้นามสกุลร่วมด้วยก็คือลูกชายของน้องสาวแม่พริ้งมารดาของท่าน คือคุณตาแฉ่งหรือ ขุนชาญชักดิเขตต์

ดิฉันชอบราชทินนามในสมัยโบราณมาก ทุกชื่อสามารถบอกกล่าวถึงหน้าที่และความถนัดของบุคคลนั้น ๆ ได้โดยไม่ต้องอธิบายให้ยาวความ อย่างราชทินนามของคุณตาแฉ่งหรือขุนชาญชักดิเขตต์นี้ก็คือท่านเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดิน น่าจะเป็นช่างทำรังวัด เพราะแค่ฟังชื่อท่านดิฉันก็นึกภาพได้อย่างชัดเจนทีเดียว...นึกเป็นภาพการวัดที่ดินในสมัยโน้นที่ยังไม่มีกล้องส่องต้องใช้เชือกใช้โซ่ชักขึ้นเพื่อวัดกำหนดองศาทิศและระยะทาง

ส่วนคุณตาหลวงผวนพิธีรบเป็นทหาร คุณตาพระทิพย์ปัญญานั้นเป็นนักกฎหมาย ส่วนคุณทวดหลวงอำนาจจีนนิกรก็มีความหมายถึงความเป็นใหญ่ในหมู่คนจีน


ภาพถ่ายอีกภาพหนึ่งที่ติดอยู่ที่เรือนหลังทิศตะวันออกคือภาพที่มีหลวงอำนาจจีนนิกรยืนอยู่ด้านซ้ายมือสุด ด้านบนของภาพถ่ายภาพนั้นคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับนั่งอยู่บนพระเก้าอี้ที่พื้นชั้นบนสุดของบันไดที่ว่าการเมือง ทั้งพระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าน้องยาเธอประทับลดหลั่นกันลงมา ตามด้วยขุนนางกับข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ

หลวงอำนาจจีนนิกรยืนอยู่ด้านซ้ายมือสุด
หลวงอำนาจจีนนิกรยืนอยู่ด้านซ้ายมือสุด
พระราชนิพนธ์จดหมายเหตุบันทึก
พระราชนิพนธ์จดหมายเหตุบันทึก

ดิฉันได้รับคำบอกเล่าแต่เพียงว่านี่คือรูป 'คุณก๋ง' เข้าเฝ้ารับเสด็จเมื่อครั้งเสด็จเยือนบางปลาสร้อย หากก็ไม่ทราบรายละเอียดอื่นใด จนกระทั่งคุณน้าของดิฉัน คุณน้าบุญเอก บุปผเวส บุตรชายของคุณตาชำนาญ (เม่งเชี้ยว) กับคุณยายหยี่ บุปผเวส ได้ถือภาพถ่ายภาพนี้ไปขอพบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชที่บ้านซอยสวนพลู จึงได้ทราบรายละเอียด

อาจารย์คุณชายคึกฤทธิ์ระบุว่าผู้ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงวางพระหัตถ์ไว้บนพระอังสานั้นคือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ขณะนั้นทรงกรมเป็นกรมขุนนครราชสีมา ข้างพระองค์คือพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภชซึ่งทรงโปรดให้ตามเสด็จรับใช้ใกล้ชิดมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

พระองค์ที่ประทับอยู่ข้างๆ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธนั้นคือสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกรมทหารเรือ นอกจากนั้นก็มีกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ขณะนั้นยังเป็นกรมหลวง) กรมขุนมรุพงษ์สิริพัฒน์ (ขณะนั้นยังเป็นกรมหมื่น) ส่วนข้าราชการที่ตามเสด็จในวันนั้นก็มีเจ้าพระยายมราช กับพระยาบุรุษตรงตามจดหมายเหตุที่ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้

ก่อนการเขียนนวนิยายเรื่อง 'ในวารวัน' ดิฉันก็ไปค้นคว้าเพิ่มเติมได้ความว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสบางปลาสร้อยเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2451 โดยเสด็จออกมาทางคลองบางเหี้ย ซึ่งปัจจุบันคือคลองด่าน อำเภอบางบ่อจังหวัดสมุทรปราการ โดยเรือพระที่นั่งมุ่งหน้าจะไปอ่างศิลา หากจีนไต้ก๋งเห็นว่าคลื่นลมแรง ไม่เหมาะจะไปต่อ จึงเปลี่ยนเส้นทางแล้วขึ้นเทียบท่าที่สะพานศาลเจ้าหรือซอยท่าเรือพลีในปัจจุบัน

แล้วพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จขึ้นที่ท่าเรือปลายสะพานนั้นเอง และเนื่องจากผู้ตามเสด็จมีไม่มากนัก ซ้ำเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ไปรอรับเสด็จที่อ่างศิลากันหมด พวกคนงานเรือเมล์จึงช่วยถือของเข้าขบวน แล้วพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปตามสะพานศาลเจ้าก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปตามถนนวชิรปราการถึงที่ว่าการเมืองหลังเก่า ซึ่งเคยอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นสนามหญ้าหน้าเทศบาลเมืองชลบุรีปัจจุบัน

บางส่วนจากพระราชนิพนธ์จดหมายเหตุบันทึกไว้ว่า

"…เดินกั้นร่มไปตามสะพาน ลมจัด รู้สึกจะเป็นโจนร่มเสียให้ได้เหมือนยังกับร่มมันจะพาตัวเราไปในเลน มีตำรวจภูธรนำคนหนึ่งด้วยเจ้านั่นก็เพิ่งมาอยู่ใหม่ ถามอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง แต่ขยันดี ตลาดเมืองชลนี้ตั้งแต่ไฟไหม้แล้วไม่ได้เคยมาเห็นอีกเลยดูครึกครื้นแข็งแรงขึ้น ที่ซึ่งขายของสดเต็มถนนอยู่แต่ก่อนเดี๋ยวนี้เป็นร้านขายของต่าง ๆ ทั้งสองฟากแต่ของบางกอกทั้งนั้นที่เราซื้อไม่ได้สักสิ่งเดียว…เดินกว่าจะสุดตลาดข้างใต้ถึงที่ว่าการไกลพอใช้ ร้อนเต็มที่ทั้งใส่เกือกแต่เป็นเกือกชูบาง ยังร้อนขึ้นมาจนตีนพอง…"

เนื่องจากวันนั้นทุกคนไปรอรับเสด็จอยู่ที่อ่างศิลากันหมด มีแต่เพียงเจ้าหน้าที่สัสดีกับหลวงอำนาจจีนนิกรผู้ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือนที่สุดในที่นั้นมาร่วมรับเสด็จ จนเป็นที่มาของภาพถ่ายที่แขวนอยู่ที่ผนังบ้านจนถึงปัจจุบัน

ในพระราชนิพนธ์จดหมายเหตุนั้นยังได้มีตอนที่กล่าวถึงหลวงอำนาจจีนนิกรว่า

"…หลวงอำนาจจีนนิกรตามไปหาที่ที่ว่าการ เลยว่าให้เอาเรือฉลอมมารับที่สะพานหน้าที่ว่าการเพราะจะเดินอ้อมกลับไปลงสะพานเดินไม่ไหวทั้งไกลทั้งร้อน ที่หน้าที่ว่าการนี้เขาขุดร่องพูนถนนลงไปจนถึงชายเลนลึกจนมีสะพานไม้ต่อไปไม่สู้ยาว ได้ลงเรือฉลอม 2 ลำ ด้วยกันแล่นใบกลับมาที่สะพานศาลเจ้า ที่จริงสบายมาก ออกเสียดายว่ามาถึงที่เรือโมเตอร์เร็วไปเพราะลมกำลังดี ถ้าจะแล่นมาที่บางเหี้ยคงจะไม่ช้ากว่าเรือโมเตอร์เท่าใด…"

เรื่องราวในวันเสด็จพระราชดำเนินนี้ดิฉันได้นำไปเขียนไว้อย่างละเอียดในนวนิยายเรื่อง "ในวารวัน" ซ้ำยังอดไม่ได้ที่จะนำ "…หลวงอำนาจจีนนิกรตามไปหาที่ที่ว่าการ..." ในพระราชนิพนธ์จดหมายเหตุมาขยายความกลายเป็นฉากหนึ่งในนวนิยาย โดยให้ตัวละครเดินตามขบวนเสด็จแล้วมาพบหลวงอำนาจจีนนิกรกระหืดกระหอบจ้ำขึ้นมาจากสะพานหัวค่ายบ้านของท่านเพื่อตามไปรับเสด็จที่ศาลาว่าการ (ในวารวัน หน้า 310)

จากหนังสือที่ระลึก 84 ปีเทศบาลเมืองชลบุรี
จากหนังสือที่ระลึก ๘๔ ปี เทศบาลเมืองชลบุรี

ถึงแม้ดิฉันจะไม่ได้แจกบทพูดให้กับท่าน แค่ให้ท่านปรากฏตัวแล้วบ่าวช่างพูดของท่านเป็นผู้จาระไนเรื่องราวต่าง ๆ กับตัวละครแทน แต่ฉากนี้ก็ทำให้คุณแม่และญาติ ๆ ของดิฉันหัวเราะขันว่าดิฉัน 'เอาคุณก๋งมาขายกินเสียแล้ว'


การเสด็จพระราชดำเนินประพาสบางปลาสร้อยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการคิดเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสร้างอาคารขึ้นมาสามหลังเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ

อาคารสองหลังเป็นตึก หลังหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่ว่าการเมืองแทนอาคารเดิมที่เป็นอาคารไม้สองชั้น ซึ่งโปรดเกล้าให้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์เป็นที่ระลึกร่วมกับผู้ตามเสด็จและรับเสด็จในวันนั้น ส่วนอีกหลังหนึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศาลจังหวัด หากก็น่าเสียดายมากที่ตึกยังไม่ทันเสร็จเรียบร้อยดี ก็เสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 ไปเสียก่อน ส่วนอีกหลังหนึ่งเป็นอาคารไม้ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้รับเสด็จเรียกกันว่าตำหนักน้ำก็ไม่ทันได้ใช้ในรัชสมัยของพระองค์เช่นกัน

ตึกหลังแรกที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ว่าการเมืองแทนหลังเก่าสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2454 และได้ใช้เป็นศาลากลางจังหวัดชลบุรีอยู่จนถึงปี พ.ศ.2507 จึงได้มอบต่อให้เทศบาลเมืองชลบุรีใช้เป็นที่ทำการมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ตึกหลังที่สองนั้นสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศาลจังหวัด ล่าสุดใช้เป็นสำนักงานเขตการศึกษา อยู่จนกระทั่งราวปี พ.ศ.2547 จึงได้ส่งมอบต่อให้วัฒนธรรมจังหวัดเพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ หากจนกระทั่งถึง พ.ศ.2555 ที่ดิฉันเขียนบทความนี้ ตัวตึกก็ยังอยู่ในสภาพรกร้างเช่นเดิม รอบ ๆ ตัวตึกใช้เป็นที่จอดรถน้ำ รถขยะของเทศบาล

แต่แม้จะรกร้างทรุดโทรมก็ยังดูงามสง่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตราเก่าแก่ดั้งเดิมในสมัยโน้นยังปรากฏชัดเจนอยู่จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ขณะที่ตราที่หน้าตึกอีกหลังกลายเป็นตราของเทศบาลไปเสียแล้ว

ส่วนอาคารไม้ที่เรียกกันว่าตำหนักน้ำนั้นเป็นเรือนหลังคาปั้นหยาตั้งอยู่กลางทะเล มีระเบียงรอบ ตัวเรือนเปิดได้โล่งรับลมตลอดทั้งวัน และมีสะพานไม้ทอดยาวจากชายฝั่งไปยังตัวตำหนัก เหมือนบ้านของคนเมืองชลในอดีต เรือนหลังนี้เองที่ใช้เป็นที่ประทับรับรองเจ้านายที่เสด็จมาชลบุรี เช่น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ก็เคยประทับที่นี่เมื่อครั้งเสด็จมาว่าราชการที่จังหวัดชลบุรี

และที่สำคัญคือ เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสชลบุรีและได้มาประทับพักผ่อนพระอิริยาบทอยู่ที่ตำหนักน้ำแห่งนี้ ครั้งนั้นผู้ว่าราชการคือพระยาวิเศษฤๅชัยได้จัดวิ่งควายถวายให้ทอดพระเนตรที่หน้าศาลากลางจังหวัดด้วย ตามที่กรมราชเลขาธิการได้บันทึกไว้ในพระราชกิจรายวัน

"...เวลา ๓ โมง๔๕ นาทีเรือพระที่นั่งจอดเทียบสะพานท่าน้ำเมืองชลบุรี พระยาวิเศษฤาชัยและข้าราชการเมืองนั้นมาคอยรับเสด็จ เสด็จขึ้นพระตำหนักกรมขุนมรุพงษ์ที่เมืองชลบุรีนั้น

เวลาบ่าย ๔ โมงเสด็จที่ว่าการเมือง กองเสือป่าและลูกเสือนักเรียนชายหญิงตั้งแถวรับเสด็จที่สนามหญ้าหน้าที่ว่าการ ทหารเรือชายทะเลทั้งข้างขวา ข้างซ้าย ตำรวจภูธร เมื่อประทับบนที่ว่าการแล้วพระยาวิเศษฤๅชัย นำพ่อค้าไทย จีน เผ้า ประทับทอดพระเนตรแข่งกระบือและแห่ผ้าป่าซึ่งพ่อค้าพลเมืองจัดให้มีขึ้น

ประทับเสวยเครื่องว่างณ ที่นั้นแล้วเสด็จกลับยังที่ประทับแรม โปรดให้เลื่อนกำหนดวันที่จะเสด็จกลับไปอีก ๒ วัน"

ในความทรงจำของดิฉัน (เลือนลางมาก) ตำหนักน้ำคือเรือนไม้เก่าแก่ที่เราต้องเดินสะพานไปนานพอควรทีเดียวกว่าจะถึง ดิฉันจำตัวเรือนไม่ได้ แต่จำสะพานและลมที่พัดแรงได้ ต่อมาก็ได้รู้ว่าตำหนักน้ำถูกใช้เป็นสถานีวิทยุประจำถิ่น วปถ.4 เท่าที่จำได้มี จสต. ณรงค์ นกแสง เป็นโฆษกประจำสถานี

แล้วอีกหลายปีผ่านมาชายฝั่งก็ถูกถมออกไปในทะเลเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุด "ตำหนักน้ำ" ก็กลายเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของเทศบาลเมืองชลบุรีมีศาลารูปเก๋งจีนอยู่กลางสระน้ำใหญ่ ส่วน "ตำหนักน้ำ" ดั้งเดิมเหลือเพียงภาพถ่ายเท่านั้น


ด้วยสาเหตุที่คุณอิ่มภรรยาคนแรกของหลวงอำนาจจีนนิกรคือน้องสาวของคุณสุขหม่อมแม่ของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ทำให้เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ใกล้ชิดคุ้นเคยกับหลวงอำนาจจีนนิกร รวมทั้งผูกพันกับจังหวัดชลบุรีมากถึงขั้นมาปลูกเรือนพักร้อนเอาไว้สองหลังในที่ดินของหลวงอำนาจจีนนิกรที่สะพานหัวค่าย

เรือนสองหลังนั้นปลูกต่อจากบ้านที่ท่านปลูกอยู่กับแม่พริ้งและลูกๆ ลงไปในทะเลทางทิศตะวันตก เรือนหนึ่งชื่อเรือนขาว อีกเรือนหนึ่งชื่อเรือนเขียว นอกจากนี้ท่านยังได้จับจองที่ดินแล้วปลูกตึกแถวให้เช่าไว้ถึงสองแห่งในตลาดเมืองชล

แห่งแรกคือตึกแถวตลอดแนวถนนหลานกุญชรด้านหลังของตึกแถวติดตลาดล่างหรือตลาดบุรีบริบาล แห่งที่สองคือตึกแถวระหว่างปากซอยกลป้อมค่ายไปจนจรดปากซอยคูกำพล หากเงยหน้ามองจะเห็นรูปช้างเป็นสัญลักษณ์อยู่ที่ผนังตึกแถวด้านบน

จนกระทั่งท่านถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ.2468 ทายาทของท่านก็ไม่มีใครมาใช้เรือนพักร้อนนี้อีก เรือนทั้งสองหลังจึงถูกรื้อไปถวายวัด โดยเรือนขาวถูกรื้อไปถวายวัดสมถะ เรือนเขียวถูกรื้อไปถวายวัดช่องลม

ส่วนตึกแถวทั้งสองแห่งรวมทั้งที่ดินสองแปลงที่ใช้ปลูกสร้างตึกแถวนั้น ในปี พ.ศ.2480 บรรดาทายาทของท่านเห็นว่าไม่สะดวกที่จะดูแลรักษาไว้ (หนังสือคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ ฎ.1080/2480 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2480) คุณตาของดิฉัน (ชำนาญหรือเม่งเชี้ยว บุปผเวส) กับคุณป้าสวาท วรทัต จึงรับเป็นธุระจัดการขายตึกแถวและที่ดินทั้งสองแปลงนี้ให้ คุณแม่เล่าว่าทายาทของท่านเจ้าคุณเรียกคุณตาว่า อาเชี้ยว ตามศักดิ์และชื่อจีนของท่าน


เป็นที่ระลึกถึงหญิงปลื้มจิต
เป็นที่ระลึกถึงหญิงปลื้มจิต
ส่งหีบเพลิงไปพระราชทาน
ส่งหีบเพลิงไปพระราชทาน

หลวงอำนาจจีนนิกรถึงแก่กรรมที่บ้านหลังนี้ประมาณปี พ.ศ.2454 จากราชกิจจานุเบกษาเล่ม 28 หน้า 947 วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.130 บันทึกไว้ว่า

"ส่งหีบเพลิงไปพระราชทาน วันที่ 11 สิงหาคม รัตนโกสินทรศก 130 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานส่งหีบเพลิงไปพระราชทานเพลิงศพหลวงอำนาจจีนนิกร (หัว) กรมการพิเศษฝ่ายจีนที่เมืองชลบุรี พระราชทานเงิน 500 สตางค์ ผ้าขาวพับ 1…"

อัฐิของท่านบรรจุอยู่ในโกศยังตั้งบูชาไว้ในเรือนหลังบนนี่เอง

— จบ —